[ วันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ ]
วันขั้นครองราชย์ชองพระบาทสมเด็จพระปรเมนทรมหาอานันทมหิดล พระอัฐมรามาธิบดินทร
.
หลังจากมีพระราชหัตถเลขาสละราชสมบัติ พระองค์ทรงกลับไปใช้พระนามและพระราชอิสริยยศเดิม คือ “...สมเด็จเจ้าฟ้าประชาธิปกศักดิเดชน์ กรมหลวงสุโขทัยธรรมราชา...” แทน
.
พระองค์ไม่ทรงตั้งองค์รัชทายาท เพื่อพระราชทานวโรกาสให้รัฐบาลและสภาผู้แทนราษฎรเป็นผู้คัดเลือกพระมหากษัตริย์พระองค์ใหม่เอง
.
รัฐบาลในเวลานั้น ก็ตกลงยึดถือปฏิบัติตามกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พระพุทธศักราช ๒๔๖๗ โดยตามบัญชีลำดับการราชสันตติวงศ์ที่กำหนดไว้ ในมาตรา ๙ ซึ่งกระทรวงวังเป็นผู้จัดทำขึ้น และสมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระยานริศรานุวัติวงศ์ ทรงลงพระนามรับรองว่าถูกต้องแล้วนั้น
.
อันดับ ๑ พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล
อันดับ ๒ พระวรวงศ์เธอ ภูมิพลอดุลยเดช
อันดับ ๓ สมเด็จเจ้าฟ้าฯ กรมพระนครสวรรค์วรพินิต
อันดับ ๔ พระเจ้าวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าจุมภฏพงษ์บริพัตร
.
จากนั้นจึงมีการอภิปรายถกเถียงกันในสภาถึงความเหมาะสมที่จะเป็นพระมหากษัตริย์ของพระองค์เจ้าอานันท์ฯ อย่างยืดยาว มีทั้งผู้ที่เห็นด้วยและไม่เห็นด้วย และการประชุมยืดเยื้อมาถึงวันที่ ๗ มีนาคม ๒๔๗๗ เป็นอันว่าพระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล ได้รับความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรให้ขึ้นทรงราชย์สืบราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์สืบต่อจากพระบาทสมเด็จพระปกเกล้าเจ้าอยู่หัวด้วยคะแนนเสียงไม่เอกฉันท์ ๑๒๗ ต่อ ๒ เสียง นับเป็นครั้งแรกที่สภาผู้แทนราษฎรลงมติให้ความเห็นชอบผู้สืบราชสันตติวงศ์เป็นพระมหากษัตริย์ประมุขแห่งสยามประเทศ
.
พระองค์เจ้าอานันท์จึงได้เป็นพระมหากษัตริย์ รัชกาลที่ ๘ แห่งราชวงศ์จักรี ตามที่รัฐธรรมนูญและกฎมณเฑียรบาลกำหนดทุกประการ
.
คณะรัฐมนตรีโดยความเห็นชอบจากสภาผู้แทนราษฎรจึงได้อัญเชิญเสด็จ “พระวรวงศ์เธอ พระองค์เจ้าอานันทมหิดล” ขณะนั้นมีพระชนมพรรษา ๙ พรรษา เป็นพระโอรสในสมเด็จฯ เจ้าฟ้ามหิดลอดุลเดช กรมหลวงสงขลานครินทร์ และพระราชนัดดาในสมเด็จฯ พระพันวัสสาอัยยิกาเจ้า
.
ซึ่งพระองค์เป็นเจ้านายเชื้อพระบรมวงศ์พระองค์ที่ ๑ ในลำดับพระราชสันตติวงศ์แห่งกฎมณเฑียรบาลว่าด้วยการสืบราชสันตติวงศ์ พุทธศักราช ๒๔๖๗ ขึ้นทรงราชย์เป็นสมเด็จพระเจ้าอยู่หัวสืบพระราชสันตติวงศ์ ตั้งแต่วันที่ ๒ มีนาคม พุทธศักราช ๒๔๗๗ สืบต่อไป
